Blodwen

[BT] Boy and the cat

posted on 23 Nov 2009 23:19 by kunkung  in Blodwen
 

 

 

 

 

 

                ...เจ้าแมวตัวนั้นมันมาอีกแล้วล่ะ

 

 

 

                เด็กชายผมสีน้ำตาลคนหนึ่งพึมพำในใจแล้วลอบสังเกตการณ์บางอย่างจากหน้าต่างบนชั้นสอง    สายตาของเขาทอดมองไปยังแปลงดอกไม้ที่ปลูกไว้ข้างบ้านซึ่งมีดอกแดฟโฟดิลสีเหลืองนวลชูช่ออยู่อย่างสวยงาม     แต่ว่า  ท่ามกลางแปลงดอกไม้ที่จัดไว้อย่างเป็นระเบียบกลับมีแขกไม่ได้รับเชิญตัวหนึ่งผลุบๆโผล่ๆมาตั้งแต่เมื่อครู่นี้แล้ว

 

                 เจ้าแมวสีเทาแต้มลายดำตัวอวบอ้วน  - -   มันอยู่ตรงนั้น  - -     กำลังใช้อุ้งมือที่ไม่ได้ใหญ่เกินไปกว่าช้อนทานข้าวตะปบดอกไม้ให้แกว่งไปมาด้วยความซน    เดี๋ยวกระโดดตะครุบใบไม้บ้าง   เดี๋ยวอ้าปากเคี้ยวกลีบแดฟโฟดิลหยับๆบ้าง    ราวกับว่าแปลงดอกไม้พวกนี้เป็นสวนสนุกชั้นยอดสำหรับมันก็ไม่ปาน

 

    

                   อีวาน  เด็กชายวันแปดขวบผู้กำลังป่วยเป็นไข้หวัดรู้สึกสนุกที่ได้แอบดูพฤติกรรมของมันเช่นนั้น     เจ้าแมวเหมียวกลิ้งเกลือกตัวลงกับพื้นดินทำให้เขาต้องหลุดยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู    - -  มันน่ารักมาก   - -   หากไม่ติดว่าเขาถูกสั่งให้ห้ามลุกขึ้นจากเตียง  อีวานก็คงจะเผ่นลงไปด้านล่างแล้วลูบหางฟูฟ่องของมันด้วยความหมั่นเขี้ยวแล้วทีเดียว

 

 

                    แต่ตอนนี้อีวานกำลังป่วย   เมื่อวานเขารู้สึกว่าตัวเองมึนหัวแล้วก็ตัวร้อน     คุณแม่จึงตัดสินได้ว่าอีวานกำลังป่วยเป็นไข้หวัดครั้งแรกในรอบสามปีเสียแล้ว   - -  ตามปกติ  คนที่ป่วยเป็นโรคหอบหืดมักจะไม่ป่วยเป็นโรคอื่นๆมากนักเพราะเชื้อหอบหืดมักจะครอบครองอาณาเขตในร่างกายของเหยื่อ ( =ตัวเขาเอง ) เอาไว้เองเสียสิ้น    ไม่คิดจะแบ่งปันสัมปทานร่วมกับใครอื่นที่อ่อนแอกว่าเลยสักกะผีกเดียว     

 

 

                      สงสัยคราวนี้  เจ้าไข้หวัดคงจะไปอัพเกรดตัวเองมา  ถึงเล่นเอาลูกชายคนเดียวของนายและนางแอสเทอร์นอนซมได้แบบนี้...

 

 

                       เด็กชายยกมือหนึ่งขึ้นสัมผัสผิวของกระจกหน้าต่าง  เขยิบใบหน้าเข้าไปใกล้อีกเพื่อมองดูแมวตัวนั้นให้ชัดๆ    เขาชอบสัตว์มากมาแต่ไหนแต่ไรดังนั้นแมวตัวนี้จึงทำให้เขาสามารถนั่งมองได้ทั้งวันโดยที่ไม่รู้สึกเบื่อเลย

 

 

                    เสียงเปิดประตูห้องนอนดังขึ้นทำให้อีวานละสายตาจากแมวข้างนอกหน้าต่างแล้วหันมามอง   - -   คุณพ่อของเขานั่นเองที่เข้ามาพร้อมกับซุปข้าวโพดร้อนๆ      นายแอสเทอร์เป็นผู้ชายร่างสูงผอม  แก้มตอบนิดๆ   มีเส้นผมและดวงตาสีน้ำตาลฉายแววอ่อนโยนเหมือนลูกชายอย่างกับแกะ     ...จริงๆควรจะเรียกว่าอีวานเป็นฝ่ายเหมือนมากกว่าสินะ

 

 

                    "คุณพ่อดูนั่นสิครับ   แมวมันมาเที่ยวบ้านเราล่ะ"

 

 

                     นายแอสเทอร์เลิกไรคิ้วขึ้นสูง   วางถาดอาหารลงแล้วเดินไปมองยังจุดที่อีวานชี้

 

 

                    "นั่นเจ้าอาเธอร์    เป็นแมวของคุณแลมพรูชที่อยู่บ้านถัดจากเราไปสามหลังไงลูก" เขาพูดให้ลูกชายฟัง  เมื่ออีวานได้รู้ชื่อแมวก็ยิ่งสนใจ   หันมาอ้อนวอนบิดา

 

 

                       "วันหลังเราขอยืมมันมาจากคุณแลมพรูชได้ไหมครับพ่อ"

 

 

                        "บ้านเราไม่มีหนูนะ"

 

 

                        "ผมแค่อยากลองกอดเจ้าอาเธอร์มั่ง    ขนมันคงจะนุ่มดีนะครับ"

 

 

                       "........"

 

 

 

                       นายแอสเทอร์หยุดมองลูกชายแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรอีก    เขาวางมือลงบนหัวลูกแล้วลูบเบาๆ   ทอดสายตาไปยังแมวอวบอ้วนที่คลุมกายด้วยขนหนาน่าสัมผัสตัวนั้นเหมือนกัน

 

 

                      "ไม่ได้หรอก..."  นั่นคือคำตอบสำหรับคำขอของอีวาน

 

 

                      "ทำไมล่ะ"

 

 

                       "....อย่าเอามันมาเล่นเลยลูก"

 

 

                        พอได้ฟังการปฏิเสธจากผู้เป็นพ่อ    อีวานก็ได้แต่นั่งหง่อมเหงาสีหน้าสลดลง    ไม่ได้ถามย้ำถึงเหตุผลอีกว่าทำไมเพราะกำลังผิดหวัง    - -      เห็นดังนั้นนายแอสเทอร์จึงรีบเดินอ้อมเตียงไปยกถ้วยซุปที่จงใจปรุงให้หวานน้ำผักเป็นพิเศษมาเอาใจใหญ่    อีวานไม่ใช่เด็กดื้อ  เมื่อเห็นว่าคุณพ่อทำแบบนั้นจึงรีบยิ้มให้แล้วยอมนั่งทานซุปดีๆโดยมีคุณพ่อนั่งมองอยู่ข้างๆและใช้มือจัดผ้าปูที่นอนให้เรียบตึงไปพลางเพื่อที่ลูกของเขาจะได้นอนหลับสบาย    

 

 

 

 

                      เสียงครางหง่าวดังแว่วๆอยู่ที่ด้านนอก  - -  เสียงของเจ้าอาเธอร์น่ะเอง

 

 

 

 

 

-----------

 

 

 

 

                      แม้จะใกล้เวลาเข้านอนแล้วแต่ก็ยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจ   คราวนี้อีวานเลยลองไปขอกับคุณแม่บ้างเผื่อว่าท่านจะใจอ่อน

 

 

                       "....นะครับคุณแม่     อาเธอร์เป็นเด็กดีนะ    ผมมองมันอยู่  มันมาเล่นที่สวนข้างบ้านทุกวันเลย"  สองวันสำหรับอีวานเพียงพอต่อการเป็นทุกวันแล้ว

 

 

                      "ไม่ได้หรอกจ้ะอีวาน"  นางแอสเทอร์ตอบอย่างเดียวกับที่สามีตอบไม่มีผิด   เธอกำลังใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นเช็ดหน้าให้ลูกชาย   อาการของอีวานดีขึ้นมากคาดว่าอีกไม่นานก็คงแข็งแรงพอที่จะไปโรงเรียนได้แล้ว

 

 

 

                       "ลูกไม่ควรเล่นกับแมวนะจ๊ะ"

 

 

                       "ทำไมล่ะครับ"

 

 

                       "ก็คือว่า......"    เธอหยุดคิดไปครู่หนึ่ง   - -    ลูกชายของเธอทำหน้าเศร้าได้น่าสงสารเหลือเกิน

 

 

                       "แมวมันอันตราย   ไว้ลูกโตกว่านี้ก่อนก็แล้วกัน"  แล้วคุณแม่ก็เปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่น    "จริงสิ   ยาพ่นของลูกหมดแล้วใช่ไหม   เดี๋ยวพรุ่งนี้แม่ไปขอคุณหมอให้ใหม่นะจ๊ะ"

 

 

 

                      อีวานไม่ได้พยักหน้าตอบรับแม่    - -  เด็กชายไม่เข้าใจ     ...ไม่เข้าใจสักนิดว่าทำไมเขาถึงเล่นกับแมวไม่ได้ทั้งๆที่มันก็ออกจะดูน่ารัก   แล้วเขาก็ชอบมันมากด้วย   แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่กล้าเอ่ยปากเถียงหรือทำท่าเอาแต่ใจกับพ่อแม่จึงได้แต่รับคำเงียบๆ   - -     ....คิดว่าทำไมกันหนอวนเวียนซ้ำกันไปมาในหัวเล็กๆจนกระทั่งนางแอสเทอร์จูบส่งเขาเข้านอน    และคิดมากเสียจนผล็อยหลับไป

 

 

 

 

---------------            

 

 

 

 

                 

                        ....วันนี้มันก็มาอีกแล้วล่ะ

 

 

 

                        แปลงดอกแดฟโฟดิลแปลงนี้ช่างเป็นที่ชื่นชอบของเจ้าอาเธอร์จริงๆ  - -   เจ้าแมวอ้วนนอนแผละอาบแดดอยู่ตรงนั้นเหมือนวันก่อนๆ    มีกลีบดอกไม้สีเหลืองที่ถูกกัดทึ้งไม่เหลือความงามเกลื่อนกระจุยกระจายประดับบารมีอยู่ด้านข้าง  - -    อีวานหัวเราะเมื่อเจ้าอาเธอร์ทำท่าเหมือนจะเคลิ้มๆหลับ  แล้วก็สะดุ้งตื่นตกใจเมื่อหางไปปัดถูกซากผลงานของตัวเองเข้า    มันคงนึกว่ากลีบดอกไม้พวกนั้นเป็นสัตว์อื่นสินะ

 

 

                       "ตัวเองทำเองอยู่เมื่อกี้แท้ๆ...."   อีวานขำ    เจ้าอาเธอร์สปริงตัวขึ้นจากพื้นแล้วกวาดสายตามองหาสัตว์อื่นที่มันเข้าใจผิดไปยกใหญ่     เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอื่นนอกจากมันเลยก็ค่อยวางใจนั่งแหมะลงบนพื้นเหมือนเดิม    ทับดอกไม้ดอกหนึ่งให้สังเวยลงคาก้นใหญ่ๆของมัน    เงยหน้ามองนู่นมองนี่   แล้วก็บังเอิญไปสบตาเข้ากับเด็กผู้ชายผมน้ำตาลท่าทางซีดเซียวขี้โรคคนหนึ่งซึ่งกำลังหัวเราะมันอยู่บนชั้นสองของบ้านหลังข้างๆพอดี

 

 

                       อีวานทำตาโตเมื่อเจ้าอาเธอร์หยุดกิจกรรมอาบแดดของตัวเองลงดื้อๆเสียอย่างนั้น     มันลุกขึ้นยืนแล้วกระโดดใส่ระแนงรั้วไม้ที่คั่นระหว่างแปลงแดฟโฟดิลกับบ้านของเขาก่อนตะเกียกตะกายขึ้นมาทางที่เขาอยู่

     

 

 

                         "เอ๊ะ!?"

 

 

                       แมวอ้วนสีเทาร้องเหมียวๆ   ปีนป่ายรั้วไม้สูงขึ้นมาเรื่อยๆ   อีวานเบิกตากว้างมองมันไม่ละสายตา   สองมือของเขายกขึ้นนาบกับกระจกด้วยความตื่นเต้นอย่างไม่รู้ตัว

 

 

                         

 

                       ....หง่าววววววว.....

 

 

 

                        อาเธอร์เหินฟ้าแผล็ว  พุงกระเพื่อมเป็นลอน    ลงจอดยังอีกฝั่งหนึ่งของกระจกของหน้าต่างบานเดียวกับที่อีวานนั่งอยู่พอดี

 

 

 

                        ....หง่าวววว.............หง่าววววววว.......

 

 

                      

                        การมีแมวในระยะห่างกันเพียงกระจกคั่นแบบนี้ทำให้เด็กชายตื่นเต้นมากเสียจนเก็บอาการไม่อยู่

 

 

 

                       ก็แมวที่เคยมองอยู่จากที่ไกลๆ  ตอนนี้มาอยู่ใกล้สุดๆไปเลยล่ะ!

 

 

                       อีวานลองเลียนเสียงแมวดูก่อนเพื่อให้แมวรู้สึกเหมือนเขากับมันเป็นพวกเดียวกัน    เด็กชายร้องเหมียวๆ  เหมียวๆ ให้ใกล้เคียงกับที่เคยได้ยินที่สุด     พยายามพูดคุยกับอาเธอร์ด้วยรอยยิ้มแก้มแทบปริ   พออาเธอร์ได้ยินเสียงอะไรสักอย่างที่ใกล้เคียงกับตัวเองก็หูตั้งมองต้นเสียงอย่างสนใจ   - -   อีวานเป็นปลื้มรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นที่รักของสรรพสัตว์ก็วันนี้    - -   ความจริงคืออาเธอร์เป็นแค่แมวบ้านธรรมดา   พอเห็นว่ามีคนอยู่ใกล้ๆจึงเข้ามาหวังจะขออาหารเท่านั้นเอง

 

 

                       "เหมียว   เหมียวๆ  เมี้ยว~~~"    คนถูกขอก็ช่างไม่รู้เรื่องรู้ราวเอาซะเลย   ยังคงเข้าใจว่าอาเธอร์เองก็คงพิศสวาทเขามากเหมือนกัน

 

 

 

                      เจ้าแมวอ้วนดมบานกระจกฟุดฟิด   งุนงงว่าทำไมเจ้าขี้ก้างตัวนี้มันถึงเอาแต่ร้องเหมียวๆ   ไม่รู้จักเอาอาหารมาให้ข้าบ้างเลย  - -   ว่าแล้วก็ใช้อุ้งเท้าตบหน้ามันสั่งสอนไปสักทีหนึ่ง  ปรากฏว่าบานกระจกที่กั้นระหว่างแมวกับคนมันกลับเคลื่อนออกนิดหน่อยเสียอย่างนั้น

 

 

 

                       อีวานชะงัก   มองจมูกสีชมพูชื้นนิดๆของเจ้าอาเธอร์ที่แหย่เข้ามาตามช่องว่างที่เกิดขึ้น

 

 

 

                       เด็กชายพลันเกิดความคิดบางอย่าง   ตอนนี้แม่ของเขาไปโรงพยาบาลเพื่อรับยาประจำตัวซึ่งหมดแล้วให้   ส่วนคุณพ่อก็ไปทำงาน    ที่บ้านนี้จึงเหลือแค่เขากับแมวตัวนี้เท่านั้น     อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญมากก็คือ   อีวานอยากเล่นกับเจ้าอาเธอร์มากเหลือเกิน

 

 

                       "อาเธอร์เป็นเด็กดีใช่ไหม   เป็นแมวที่ดีที่สุดในเมืองนี้เลยใช่ไหม  ฮึ?"

 

 

                     นิ้วมือเล็กๆของอีวานตัวน้อยวัยแปดขวบเลื่อนบานหน้าต่างออกไปช้าๆ    กำจัดฉากกั้นเสียหมดสิ้น    - -   เจ้าอาเธอร์พอเห็นว่ากระจกหายไปก็ยืนนิ่งอย่างลังเลไม่รู้ว่าควรจะเข้าไปดีหรือไม่เข้าไปดี    เล่นเอาอีวานที่เห็นท่าทางสับสนของมันต้องหัวเราะคิก

 

 

                      "เข้ามาสิ  เข้ามาๆ"

 

 

                      เขาเอื้อมมืออกไป    แตะถูกต้นขาหน้าของมันเบาๆ    จากนั้นก็อดใจไม่ไหวต้องใช้สองมือช้อนร่างอวบอ้วนของมันขึ้นมาแล้วดึงตัวเข้าไปในห้องราวกับมันเป็นตุ๊กตาแสนรัก    ขนของมันนุ่มนิ่มเหมือนอย่างที่จินตนาการเอาไว้เลย!

 

 

                      "อาเธอร์น่ารัก  - -   น่ารัก   แมวน่ารัก!"

 

 

                      เจ้าอาเธอร์ครางเหมียวหง่าวอยู่บนเตียงเดียวกับอีวาน   ทีแรกมันพยายามจะดิ้นหนีแต่พอรู้สึกว่าที่นี่อุ่นและนุ่มสบายกว่าพื้นข้างล่างเยอะเลยก็เริ่มมีท่าทางอ่อนลง      อีวานเกาใต้คางให้มันอย่างดี๊ด๊าดีใจ   ยิ่งเห็นว่ามันชอบ   รอยยิ้มที่กว้างอยู่แล้วก็ยิ่งกว้างขึ้นไปอีก    ความหมั่นเขี้ยวอย่างจะกอดมันแรงๆแล่นไปทั่วร่างจนในที่สุดก็ต้องคว้ามันหมับ!

 

 

 

                        "อาเธอร์น่ารัก    แมวน่ารัก!"  อีวานพูดได้แต่เพียงคำนี้

 

 

 

 

 

…………………………………………………………………………………………

 

…………………………..….……………………….………………………

 

……………………………………………….……………………….

 

……………………………………..………………………

 

………………………………………………………

 

…………………….……………………….

 

……………………………….

 

………………………

 

……………..

 

...เอ๊ะ..

 

.....

 

 

 

 

 

 

 

                         จู่ๆอีวาน   ก็พบว่าตัวเองกำลังน้ำตาไหลโดยไม่รู้สาเหตุ

 

 

 

                      ตาของเขาแสบและเคือง    เหมือนกับตอนนั้นที่เขาถูกลังฝุ่นตกใส่   - -   มันเคืองมากเสียจนมีน้ำตาไหลออกมา     อีวานยกมือขึ้นขยี้ตาเบาๆ

 

 

                       จากนั้นจมูกก็มีน้ำมูก    อีวานคว้ากระดาษทิชชู่ที่แม่ของเขาวางไว้บนโต๊ะข้างเตียงเสมอมาสั่งมันทิ้ง   แต่ไม่นานก็เกิดขึ้นมาอีก   - -   เจ้าอาเธอร์ปีนขึ้นบนโต๊ะแล้วตะปบเศษกระดาษทิชชู่ใช้แล้วไปมา

 

 

 

                        อาเธอร์   ไม่เอา    อย่าเล่นสิ

 

 

                        อีวานกำลังจะอ้าปากดุมัน

 

 

 

 

 

 

                       "อ้ะ....!"

 

                       

 

                         แต่จู่ๆเขาก็ถูกบีบคอ   ด้วยอะไรสักอย่างที่มองไม่เห็น   ราวกับมีมือล่องหนกำลังบีบคอของเขาอยู่จนหายใจไม่ออก     อีวานไอค่อกแค่ก   รู้สึกอึดอัด    เขากุมลำคอของตัวเองเอาไว้ด้วยความตกใจ    แล้วไออย่างรุนแรงจนแม้แต่ตัวเองยังรู้สึกกลัว    - -       พยายามสูดอากาศเข้าไปอย่างยากลำบาก    แต่ก็หายใจไม่ออก...   หายใจไม่ออก!

 

 

 

                         "อึ้ก!!"

 

 

 

                         อะไร    - -   เกิดอะไรขึ้นน่ะ  ทำไมจู่ๆถึงได้เป็นแบบนี้?

 

 

 

                         น้ำตาของอีวานไหลออกมาจากดวงตาที่แดงก่ำด้วยความระคายเคือง   เขาพยายามปัดป่ายหาหลอดยาพ่นที่มักจะวางเอาไว้คู่กับกระดาษทิชชู่แต่ก็ไม่มี     แม่ของเขายังไม่กลับมา     อีวานรู้สึกทรมานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ    เขาอ้าปาก   กลืนกินอากาศลงไปเท่าไร่ๆก็ไม่ช่วยให้ดีขึ้น    ร่างกายของเด็กชายสั่นเทิ้มก่อนจะเปลี่ยนเป็นหอบอย่างน่ากลัว     เสียงวี้ดดังถี่ๆขึ้นเหมือนถุงลมที่ถูกเจาะ    อีวานงอตัวคุดคู้บนที่นอนจนผ้ายับยู่ยี่    จับลำคอของตัวเองเอาไว้      เหงื่อเม็ดโตๆผุดพรายเต็มใบหน้า    ริมฝีปากเริ่มเป็นสีเขียวจากการขาดอากาศ       - -   แมวอาเธอร์กระโดดลงจากโต๊ะข้างเตียงแล้วเผ่นหนีออกหน้าต่างที่เปิดทิ้งไว้หนีหายไป

 

 

 

 

 

 

 

หายใจไม่ออก

 

 

 

 

หายใจไม่ออก

 

 

 

 

 

หายใจไม่ออก

 

 

 

 

 

.

.

.

.

.

 

ทรมานจัง   ช่วยด้วย

 

 

 

 

 

                         อีวานร่วงหล่นจากเตียงแล้วหมดสติไป

 

 

 

 

 

 

 

 

  

---------------------------

 

 

 

 

                         เขาตื่นขึ้นอีกทีก็พบว่าตัวเองอยู่ในโรงพยาบาล    มีท่อหายใจครอบปากและจมูกอยู่     แม่ของเขานั่งร้องไห้อยู่ข้างๆโดยมีคุณพ่อในชุดทำงานคอยปลอบ       นาฬิกาสีสะอาดที่ตั้งอยู่บ่งบอกว่าเขาสลบไปจนดึกดื่นป่านนี้ทีเดียว

 

 

                         อีวานไม่เคยเห็นแม่ร้องไห้หนักขนาดนี้    แม่ของเขาละล่ำละลักโทษตัวเองว่าไม่ยอมบอกเขาก่อนตั้งแต่แรกว่าเขาแพ้ทั้งฝุ่น   ทั้งขนแมว           ก่อนหน้าตอนที่เขายังเด็กมากเสียจนจำความไม่ได้ก็หวิดตายมาแล้วครั้งหนึ่งเพราะขนแมวเนี่ยล่ะ   - -   คุณแม่พูดว่าพอกลับบ้านมาก็เจอลูกชายตัวเองนอนนิ่งไม่หายใจอยู่บนบ้าน   มีขนแมวกระจัดกระจายเต็มไปหมด    ตอนนั้นในหัวมันว่างเปล่าเป็นสีขาวโพลน   ได้แต่ร้องลั่นแล้วอุ้มลูกวิ่งไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านเท่านั้น    - -   แม้แต่เรื่องโทรเรียกรถพยาบาลก็ยังนึกไม่ออกเลย

 

 

                         

                        ...แม่ไม่อยากบอกลูกแต่แรก  เพราะแม่กลัวว่าถ้าลูกรู้  ลูกจะรู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอและด้อยกว่าเด็กคนอื่นๆเค้า....  - -    แต่แม่คิดผิด อีวาน  - -   แม่ควรจะป้องกัน...   - -     แม่ขอโทษ....

 

 

 

 

 

                       อีวานน้ำตาไหล    เขาหายระคายเคืองแล้ว   แต่ก็ยังร้องไห้ออกมาอยู่ดี

 

 

 

 

 

 

 

 

                       หลังจากกลับมาที่บ้าน   อีวานก็ไม่กล้าเข้าไปเล่นกับแมวอีก  - -       ทุกครั้งที่เขาเดินผ่านสัตว์เหล่านั้นขณะกลับมาจากโรงเรียน   อีวานจะได้แต่มองให้มันเดินสวนกับเขาไปเฉยๆโดยไม่กล้าแม้แต่ร้องเหมียวๆทักมัน      เขากลัวว่าถ้ามันหันกลับมา   ถ้ามันส่งเสียงร้อง     ถ้ามันวิ่งมาพันแข้งพันขาใส่เขา    แล้วจะเกิดใจอ่อนจนประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกครั้ง

 

 

                       เด็กชายยังคงชอบอาเธอร์    ยังคงชอบแมวและสัตว์อื่นๆ   ยังคงอยากกอดมัน    แต่อีวานไม่ต้องการจะเห็นแม่ของเขาร้องไห้อีกแล้ว   ดังนั้นจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากตัดใจ

 

 

                        อีวานรู้ว่าไม่ได้มีแค่เขาคนเดียวที่ต้องเลือกทำแบบนั้น

 

 

 

 

 

 

                        พ่อของเขาก็รักแมวมาก   

 

 

 

 

 

 

                        แล้วก็ป่วยเป็นโรคหอบหืดเช่นเดียวกัน

 

 

 

 

 

--------------------

จบละ

 

 

คอมคุ่มน่ะนะ...คอมคุ่นน่ะมัน..  ฮึก...  ฮือ.....

***แถมท้าย   บางทีมันก็มีอดใจไม่ไหวกันบ้าง   - -   อ้ะลืมถมดำแจ๊ค... OTZ