[Fic] หงสาจอมราชันย์ ลิโป้ x เตียวเลี้ยว : Know one's mind + I hear...
posted on 08 May 2009 14:28 by kunkung in Fiction
ฟิคสนองนี้ดหลังจากอ่านหงสามานมนานแล้วก็ไม่มีโอกาสได้แต่งสักทีก๊าบบบบ
--------------------------
Know one's mind
Lu Bu x Zhang Liao
นานมาแล้วเคยมีคนกล่าวว่า สุราจะโอชาได้ต้องดื่มกับคนรู้ใจ
เตียวเลี้ยวเองก็เคยได้ยินกล่าวนั้นผ่านหูมาไม่ต่ำกว่าร้อยสองร้อยครั้ง โดยเฉพาะจากปากของเทพนักรบ นายท่านของเขาที่มักจะเป็นฝ่ายเข้ามาชวนดื่มก่อนเสมอ สุราชั้นเลิศมักถูกยกมาไหแล้วไหเล่าให้เขาทั้งคู่ดื่มลงคอไม่รู้อิ่มราวกับคนกระหาย บทสนทนามากมายไหลหลั่งต่างกับแกล้ม เตียวเลี้ยวที่ปกติจะเป็นผู้นำในวงเหล้าอื่นๆแต่ครานี้กลับเป็นได้แค่ผู้ฟังเพราะไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตาม ขุนพลเอกอย่างเขาก็ต้องมีเรื่องเล่าน้อยกว่าผู้เป็นนายท่านทุกที
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทุกข์ สุข เศร้า นายท่านก็จะนำมาเล่าให้เขาฟังเสมอ
ไม่ว่าสุราที่ดื่มยามนั้นจะอร่อยหรือไร้รสชาติเพียงใด
สุราที่ลิโป้กำลังดื่มอยู่จอกนี้โชคร้ายที่เป็นสุราไม่ค่อยอร่อย แต่ชายหนุ่มก็ยังดื่มมันจอกแล้วจอกเล่า หลายจอกจนหมดเป็นไห ....ทว่าลิโป้ก็ยังไม่เพียงพอ สุราไหต่อไปจึงถูกยกขึ้นมาเทดื่มอีกในไม่ช้าเหมือนดั่งว่าที่ดื่มไปก่อนหน้านั้นเป็นเพียงน้ำเปล่า - - ห้องหับมิดชิดที่สว่างด้วยตะเกียงลานเพียงดวงเดียวแลดูหม่นอับอำพรางบาดแผลฉกรรจ์ตามเนื้อตัวของลิโป้ได้ดีนัก ลิโป้เป็นคนสั่งเตียวเลี้ยวให้จัดห้องเช่นนี้เองเพราะไม่ต้องการเห็นสัญลักษณ์แห่งความพ่ายแพ้ของตนที่ต้องเสียรู้ศัตรูจนหมดท่า
และด้วยความอัปยศนั้น แม้สุราที่ดื่มจะเป็นถึงของเลื่องชื่อถึงขั้นเรียกว่าน้ำทิพย์.... มันก็ยังถูกลดขั้นลงเป็นเพียงแค่สุราชั้นต่ำเท่านั้น
เสียงผ้าม่านแหวกออกเป็นสัญญาณว่าเตียวเลี้ยวกลับมาแล้ว - - อ้อมแขนของขุนพลหนุ่มที่แต่งตัวอย่างชาวบ้านเต็มไปด้วยสมุนไพรที่จัดหามาและอาหารพอจำเป็น มือข้างหนึ่งเกี่ยวเส้นเชือกที่ร้อยรอบปากไหเหล้าที่ราคาแพงที่สุดในบรรดาของทั้งหมดที่ซื้อมาเอาไว้ด้วย ลิโป้เสใบหน้าอันมีผมเผ้าลงมาปรกจนยุ่งเหยิงไปมองร่างนั้นเพียงเล็กน้อยแต่ก็พอที่จะให้เห็นสายตาแบบเดิมที่ส่งมา
"นายท่าน....." น้ำเสียงแบบเดิมนั่นอีก ยิ่งตอกย้ำให้ลิโป้ยิ่งละอายในความไร้ปัญญาของตนเองที่ทำให้จนมุมต่อกาเซี่ยงและต้องลี้ภัยหัวซุกหัวซุนมาอย่างนี้ - - สุราอีกหนึ่งจอกจึงถูกส่งเข้าลำคอโดยไม่รีรอเหมือนต้องการให้มันล้างความผิดนั้นออกไป
"นายท่าน...." เตียวเลี้ยววางของลงบนตั่งที่ตั้งอยู่ในความมืดสลัวแล้วเดินเข้ามาหา "......ตั้งแต่ได้สติก็เอาแต่ดื่มเหล้าแบบนี้ บาดแผลก็ยังไม่หายดีนายท่านยังจะเอาแต่เมามายอีก"
"ถ้าไม่อยากให้ข้าเมาเจ้าก็มานั่งดื่มเป็นเพื่อนข้าสิ"
ลิโป้ย้อนความแล้วเทสุราลงจอกใหม่
".......แล้วเจ้ายังกล้าติข้าได้หรือ ในเมื่อตัวเองยังยอมวิ่งเข้าวิ่งออกร้านเหล้าตามคำสั่งข้า"
ลิโป้ประชดประชัน เป็นคำพูดประชดประชันที่กรีดแทงจิตใจของเขามากกว่าเตียวเลี้ยวเสียอีก ลิโป้รู้ทั้งรู้ว่าเตียวเลี้ยวยอมทำตามคำสั่งของเขาได้ทุกอย่างแม้ว่าบางครั้งจะคิดคลางแคลงใจบ้างเพราะทั้งหมดนั่นตั้งอยู่บนความจงรักภักดี เตียวเลี้ยวจงรักภักดีต่อเขายิ่งกว่าเต็งหงวนซึ่งเป็นนายคนเดิมซะอีกกระมัง แล้วผลของมันจะเป็นอะไรไปได้ล่ะนอกจากการที่เขาทำให้เตียวเลี้ยวต้องมาตกระกำลำบากด้วยกันอย่างนี้
เตียวเลี้ยวไม่รู้จะต่อประโยคนั้นอย่างไรดี เด็กหนุ่มจึงได้แต่มองภาพนายท่านของตนดื่มเหล้าต่อไปแบบนั้นแล้วจึงค่อยๆทรุดตัวลงบนที่นั่งอีกตัวใกล้กันกับเทพนักรบ กลิ่นเหล้าเหม็นหึ่งโชยไปทั่วห้องโดยเตียวเลี้ยวหาได้รังเกียจรังงอนมันเพียงสักนิดไม่ นั่นก็ยังรวมไปถึงร่างกายหมดสง่าของลิโป้ในยามนี้ด้วย
"เตียวเลี้ยวเอ๋ย...." ลิโป้เปิดบทสนทนาเหมือนกับทุกๆครั้งที่ทั้งสองเคยนั่งดื่มเหล้ากันเพียงลำพัง ลิโป้เป็นฝ่ายเล่า เตียวเลี้ยวเป็นฝ่ายรับฟัง
"เจ้ารู้ถึงสาเหตุที่ทำให้ข้าต้องมีสภาพน่าสมเพชเช่นนี้ไหม"
จอกอีกใบถูกผลักมาตรงหน้าเตียวเลี้ยวพร้อมทั้งหยาดสุราที่ลิโป้เป็นคนรินให้ เตียวเลี้ยวยังไม่แตะต้องมันเพียงแต่เงยหน้ามองลิโป้ที่เอ่ยปากพูดต่อ
".............ข้าเคยได้ยินคำว่าสวรรค์มีตาแต่กลับไม่เคยเชื่อมาก่อน - - ทั้งสวรรค์ ทั้งเวรกรรม ข้าคิดว่ามันเป็นเพียงแค่เรื่องกุของเหล่าบรรพชนที่เอาไว้เสี้ยมลูกหลานให้ยึดมั่นในความดีเท่านั้น การจะเป็นยอดคนจำเป็นต้องป่ายปีนกองซากศพและเลือดเนื้อของผู้อื่นมากมายมิฉะนั้นก็ไม่อาจไปถึงจุดสูงสุด แล้วหากยังมัวแต่ระวังเรื่องความดีความงาม กว่าจะได้เป็นยอดคนดังหวังมิโดนหมู่ทรชนรุมฆ่าตายเอาเสียก่อนหรือ"
เตียวเลี้ยวกำหมัดแน่นแล้วก้มหน้าลง ความรู้สึกของลิโป้กำลังถ่ายทอดมายังตัวเขาช้าๆทั้งความเจ็บปวดและความเสียใจ ความผิดพลาดหนนี้มันเป็นเรื่องใหญ่ที่สายเกินแก้ ดังนั้นลิโป้ในตอนนี้จึงทำได้เพียงหัวเราะเยาะในความโง่เขลาของตนเองเท่านั้น
"........ข้าไม่เคยเชื่อฟ้า ไม่เคยเชื่อเรื่องเทพเจ้า ข้าเชื่อแค่ตนเองและหนทางที่ตัวเองสร้างขึ้น - - สวรรค์บ้าบอคอแตกมีไว้ให้เพียงกราบกรานหาได้สรรค์สร้างหรือทำลายสิ่งใดๆไม่....." น้ำเสียงของลิโป้ขาดห้วง แต่กระนั้นริมฝีปากก็ยังยกยิ้ม
"และเพราะข้าคิดเช่นนั้น สวรรค์ถึงได้ลงโทษข้า...."
"นายท่านอย่ามัวจมอยู่กับอดีตเลย หนทางข้างหน้ายังพอไปรอดอยู่ขอเพียงนายท่านยืนหยัดขึ้นมาสู้อีกครั้ง"
"หึ..." ลิโป้แค่นหัวเราะเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธเพราะเขาเองก็ยังคงมีความทะเยอะทะยานอยู่ คำพูดของเตียวเลี้ยวตรงกับสิ่งที่ตนกำลังคิดพอดี...
"เรื่องนั้นข้ารู้ หนทางข้างหน้ายังพอมีทางรอด แต่จะเหมาะสมหรือที่คนดีมีฝีมืออย่างเจ้ายังจะเลือกติดตามคนบาปหนาอย่างข้าต่อไป" คำว่า บาปหนา ในถ้อยทีของลิโป้ฟังเพียงครั้งเดียวก็รู้ว่าแดกดัน มิใช่ยอมรับ "....เจ้าก็เห็นแล้วกับตาว่าสวรรค์ลงโทษข้าอย่างไร ข้าทรยศคนแล้วคนเล่า หักหลังคนแล้วคนเล่า ผลกรรมจึงตามทันด้วยการที่ทุกคนซึ่งข้าไว้ใจมารุมทรยศข้าเอาในวันสำคัญเพียงวันเดียว ไม่มีสิ่งใดรับประกันว่ามันจะไม่เกิดขึ้นอีก"
"นายท่าน!" เก้าอี้ไม้ที่ต่ออย่างอนาถาล้มลงไปเกลือกกับพื้นห้องเมื่อเตียวเลี้ยวผู้เคยนั่งอยู่บัดนี้ทิ้งตัวลงนั่งคุกเข่าแทบไม่ทัน ตำแหน่งของนายบ่าวที่เคยนั่งเสมอกันบัดนี้จึงแสดงความสูงต่ำให้เห็นได้โดยชัดเจน
"นายท่าน ท่านพูดเรื่องอะไรกัน - - ไม่ว่าไอ้ทหารเลวหน้าไหนมันจะทรยศนายท่าน เตียวเลี้ยวผู้นี้จะไม่มีวันเอามันเป็นเยี่ยงอย่างเด็ดขาด ข้าสาบานจะร่วมล่มหัวจมท้ายกับท่านเพราะงั้นอย่าได้พูดเหมือนคำสาบานของข้ามันไร้ราคาเลย"
"เตียวเลี้ยว ข้าไม่เคยนึกสงสัยในความภักดีของเจ้า จงลุกขึ้นเถอะ"
เตียวเลี้ยวกัดฟันแน่น - - วูบเดียวร่างของเขาก็ลอยด้วยแรงของเทพนักรบที่ฉุดให้ยืนขึ้นมาใหม่ มือของลิโป้ช่างแข็งแกร่งและอบอุ่นซ้ำมีพละกำลังมหาศาลแม้จะยังเป็นคนเจ็บอยู่ก็ตาม เตียวเลี้ยวที่โดนกระชากโดยไม่ทันตั้งตัวนั้นถึงกับเหวอไปพักหนึ่ง และที่ต้องตกใจยิ่งกว่าก็เมื่อลิโป้หันท่อนขามาให้หน้าตักอยู่เสมอท่านั่งของเขาพอดี
นี่มันหมายความว่าอย่างไร?
"เตียวเลี้ยวเอ๋ย ที่ข้าพูดไม่ใช่ว่าเมาสุราหรือหวาดระแวงเจ้า แต่ข้าต้องการถามให้แน่ใจ - - อนาคตข้างหน้ามาการใหญ่กว่ารออยู่ และมีผลร้ายยิ่งกว่าจะตามมาหากผิดพลาด....."
จอกเหล้าของขุนพลเอกที่ยังมีสุราเต็มปริ่มถูกลิโป้เลื่อนมาใกล้มืออีกฝ่ายก่อนจะเทเหล้าลงจอกตัวเองอีกครั้งโดยเตียวเลี้ยวก็ยังยืนงงอยู่นั่นเอง
"หากจะเลือกเดินทางสายเดียวกับข้า เจ้าคงเตรียมใจเอาไว้แล้วใช่หรือไม่ เจ้าอาจพลาดโอกาสหานายใหม่ที่เก่งกาจกว่าข้า อาจตายในสนามรบท่ามกลางเสียงก่นประณาม อาจไม่จบแค่วิ่งหนีหัวซุกหัวซุน ......ทั้งๆที่เป็นแบบนั้น เจ้าก็จะยินยอมใช่หรือไม่"
มือของลิโป้ที่จับต้นแขนเตียวเลี้ยวอยู่บีบแน่น "หากไม่แล้ว แม้จะเจ็บปวด.... แต่ข้าก็พร้อมที่จะ......"
นี่ช่างไม่ใช่วิสัยของลิโป้เสียเลย
ร่างของเด็กหนุ่มที่ยืนค้ำหัวไร้ที่นั่งจับจ้องผู้เป็นนายด้วยสายตาประหลาดใจอ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่งเมื่อเดาได้ในสิ่งที่นายท่านต้องการสื่อ เตียวเลี้ยวพลันนึกทบทวนย้อนไปยังเมื่อครั้งอดีตที่ผ่านมาว่าเพียงแค่เห็นนายท่านกำลังจะพ่ายแพ้แก่เคาทูแค่ชั่ววินาทีเดียว สติของเขาก็ล้าหลังร่างกายที่วิ่งฝ่าทหารเลวนายอื่นๆเข้าไปช่วยตามสัญชาติญาณเสียแล้ว นับว่าเป็นเรื่องบ้าบิ่น งี่เง่า โง่เขลาเบาปัญญามากที่สุดเท่าที่ชายชาตินักรบคนหนึ่งจะทำได้แล้ว
ดังนั้นจึงไม่มีสิ่งใดต้องหวาดกลัวอีก
เตียวเลี้ยวแตะมือข้างหนึ่งลงบนบ่าของลิโป้ สัมผัสได้ถึงผ้าพันแผลที่ตัวเขาเองเป็นผู้พันให้แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เตียวเลี้ยวแยแส แม้ในภายภาคหน้าชายหนุ่มที่กำลังยึดต้นแขนของเขาเอาไว้คนนี้จะมีบาดแผลมากขึ้นอีกร้อยเท่า จะล้มลงสาหัสอีกพันหนหรือจะเหยียบย่ำซากศพไปอีกเรือนแสนเท่าใดความจงรักภักดีของเขาก็คงจะไม่มีวันแปรเปลี่ยน - - การไม่ได้เคียงข้างต่างหากเล่าที่น่ากลัวกว่าสิ่งใดๆ
หน้าตักข้างนั้นของลิโป้มีน้ำหนักมากขึ้นอีกนิดหน่อยเมื่อเตียวเลี้ยวยอมใช้เป็นที่พักพิง แม้จะเคอะเขินแต่ขุนพลหนุ่มก็ใช้วิธียกจอกเหล้าของตนขึ้นดื่มแก้เก้อเสีย พร้อมทั้งรินเหล้าเติมให้กับนายท่านของตนเองด้วย
"นายท่านอย่าดูถูกข้าให้มากนัก"
เหล้าราคาแพงไหลลื่นลงคอทองแดงของเตียวเลี้ยวไม่มียั้งยิ่งกว่าดื่มน้ำเปล่า "ข้าเตียวเลี้ยวพูดคำไหนคำนั้น ต่อให้ท่านเป็นคนที่สวรรค์ชังขี้หน้ามากที่สุดในโลกข้าก็จะสู้เพื่อท่านจนถึงวินาทีสุดท้าย"
ลิโป้มองดูร่างบนตักที่ดื่มเหล้าอย่างหนักแทบไม่ให้จอกว่างเปล่าทั้งที่ตอนเข้ามาเตียวเลี้ยวยังปรามไม่ให้ดื่มเองแท้ๆ ไม่น่าเชื่อว่าคำพูดไม่กี่คำของขุนพลที่ร่วมสมรภูมิกันมานานเพียงไม่กี่คำจะทำให้เขาลืมรสชาติอันอัดแน่นไปด้วยความทุกข์ของเหล้าที่ดื่มไปก่อนหน้านี้ได้อย่างง่ายดาย
สายตาของขุนพลเอกฉายแววจริงจัง แล้วชั่วขณะนั้นลิโป้ก็เข้าใจถึงสาเหตุที่เขาลืมรสเหล้าเฝื่อนลิ้นจนเกลี้ยงปาก
จอกเหล้าที่เตียวเลี้ยวเป็นผู้รินให้ถูกยกขึ้นดื่ม รสหวานละมุนจากเหล้าไหเดียวกันที่ลิโป้สัมผัสได้เป็นครั้งแรกหลั่งไหลลงคอไปอย่างนุ่มนวลชวนให้นึกมหัศจรรย์ว่าเพียงเด็กหนุ่มคนนี้เข้ามาก็ช่วยให้ดื่มเหล้าได้อร่อยขึ้นถึงเพียงนี้เชียวหรือ มันทั้งน่าอัศจรรย์ แปลกประหลาก และอีกความรู้สึกหนึ่งคือ... - - ตื้นตันใจ
รอยยิ้มของเทพนักรบจึงได้ผุดขึ้นมาอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะจะเยาะเย้ยโชคชะตาของตนเองเหมือนที่ผ่านมา รวมทั้งไม่ได้ยิ้มยินดีในความตรงไปตรงมาของขุนพลเอกคู่ใจคนนี้ด้วย ....รอยยิ้มนี้ไม่ได้จัดว่ารื่นรมย์นักเพราะมันคือรอยยิ้มแห่งความเสียดาย - - ความเสียดายหลายๆอย่างประเดประดังเข้ามาทันทีที่เสียงก้องกังวานของเตียวเลี้ยวที่สะท้อนแผ่วเบาอยู่ภายในห้องค่อยๆเงียบลง
ช่างน่าเสียดาย....
".........เจ้าพูดเช่นนี้ หากเกิดเป็นหญิงคงได้แต่งเป็นฮูหยินของข้าไปแล้ว"
มือใหญ่โอบเข้าที่บั้นเอวของเตียวเลี้ยวพลางเอ่ยประโยคแสนน่าอายจนอีกฝ่ายหน้าร้อนวาบแต่ลิโป้ก็หาได้สนใจไม่ ไหเหล้าถูกเทให้เตียวเลี้ยวจนล้นพร้อมทั้งเทกรอกปากตัวเองด้วยหัวใจอันปลดเปลื้อง ความสิ้นหวังและเรื่องวิตกกังวลอื่นๆพลันบรรเทาไปในพริบตา เหลือไว้เพียงน้ำทิพย์ชั้นเลิศจอกแล้วจอกเล่าซึ่งทำให้ลิโป้ได้รำลึกถึงคำพูดที่ชอบเอ่ยบ่อยๆของตน
ไม่ว่าเรื่องทุกข์ สุข เศร้า เขาก็มักจะนำมาเล่าให้เตียวเลี้ยวรับฟัง
ไม่ว่าสุราที่ดื่มยามนั้นจะอร่อยหรือไร้รสชาติเพียงใด
แม้กระนั้น...
หากค้นพบ และได้ดื่มกับคนรู้ใจ สุราไหไหนๆก็โอชาขึ้นมาได้เสมอ
------------------------------------------
ความเห็นส่วนตัวของคุ่น : นี่มันแทบไม่ได้ต่างไปจากฟิคบัมบ้าฮาราโอะเมื่อ 1 ปีก่อนเลยนี่หว่า OTZ
-------------------------------------------
ต่อไปมันเป็นฟิคที่คุ่นแต่งเป็นอีกมุมมองหนึ่งของฟิคของเจ๊แนนค่ะ แบบว่าขอเอาฟิคเจ๊แนนที่ว่ามาแปะด้วยเลยก็แล้วกันนะค้า~~~ อ่านแล้วมันกระตุ้นเฮือกฮากๆๆๆๆๆๆดีแท้~~~!!
Untold
ลิโป้ X เตียวเลี้ยว by nanny-b
ข้ามีความสุข...
แสงแดดอ่อนๆของหน้าร้อนทอประกาย เร่งเร้าให้เท้าก้าวออกไปข้างนอก ที่ซึ่งเสียงหัวเราะของเหล่าทหารและชาวบ้านดังก้องอยู่รอบกาย
ข้ามีความสุข...
เสียง เรียกชื่อของข้าดังขึ้นจากวงเหล้าและบทสนทนาที่เคยชิน ทว่าอบอุ่นเหมือนอยู่ท่ามกลางครอบครัวของข้า ครอบครัวขนาดใหญ่ที่ทุกคนล้วนเป็นมิตรและยกย่องนับถือข้า
ข้ามีความสุข... ท่ามกลางหมู่คนมากมายที่โค้งคำนับข้า มีรอยยิ้มของทหารเอกคนหนึ่งที่ทำให้ข้าใจเต้น...
ข้า...เคยมีความสุข...
หากตะวันมีวันคราส เดือนมีวันแรม ข้าคงใช้ช่วงเวลาแห่งแสงอาทิตย์หมดแล้วกระมัง ความมืดมิดจึงได้มาเยือนข้าเช่นนี้
เหล่า ทหารที่เคยรบเคียงบ่าเคียงไหล่ต่างหนีเอาตัวรอด ทหารกล้าใต้สังกัดคิดถึงแต่ทางรอดของตนจึงขายข้าและทหารที่เคยเป็นครอบครัว เดียวกัน
เจ้า ตัวเล็ก ลูกสาวข้าจากไปแล้ว กอสุ้นก็เช่นกัน จากไปต่อหน้าข้าที่ทำได้เพียงมองดูและเรียกชื่อพวกเขา ทหารใต้สังกัดข้าคนแล้วคนเล่าถูกพามาที่ลานประหาร ถูกตัดคออย่างไม่ปราณีตรงหน้าข้า...ต่อหหน้าข้า...
เชือกที่กดทับที่คอของข้าเป็นเสมือนบันไดที่ก้าวไปสู่ประตูนรก ข้ากำลังจะตามพวกเขาไปไม่ช้า...
ข้า...เคยมีความสุข...
เมื่อคิดถึงความสุขเหล่านั้น ข้าก็เริ่มปลงตกในนาทีสุดท้ายของชีวิต...ข้า ใช้ชีวิตมานานพอแล้วกระมัง นานพอที่จะรับรู้ความสุขแลความอบอุ่นที่แสนคุ้นเคยเหล่านั้น เมื่อคิดได้เช่นนั้น ชีวิตของข้าถ้าจะจบลงเสียตรงนี้ก็คงไม่น่าเสียดายเท่าไหร่...เพียงแต่ว่า...
สายตาที่พร่าเลือนของข้ามองเห็น...คล้ายภาพลวงตา แต่ทว่าเรืองรองส่องประกายเหมือนอย่างเคย...ภาพของคนคนหนึ่งที่ถูกมัดอยู่ข้างลานประหาร...สายตาของเขาปวดร้าวและมีน้ำตาเอ่อท้น ริมฝีปากขยับเป็นชื่อข้าอย่างไร้สุ้มเสียง
เพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่ทำให้ข้าไม่ยินยอมพร้อมใจที่จะตาย เพียงอย่างเดียวในชีวิตที่ข้าอยากทำ แต่กลับปฎิเสธโอกาสที่จะทำมาตลอด
ข้า ช่างโง่งมและขลาดเขลา เหตุใดข้าจึงไม่สามารถเอื้อนเอ่ยเพียงประโยคเดียวที่ติดค้างอยู่ในใจมานาน แสนนาน ก่อนที่จะไม่สามารถเอ่ยคำใดได้อีกตลอดกาล...
ข้าปรารถนามานานแสนนานเหลือเกิน ที่จะบอกคำๆนี้กับเจ้า สวรรค์...ให้ ข้าได้มีโอกาสพูดเถอะ ให้คนโง่คนนี้ได้บอกแก่เขาซักคำ ข้าขอเพียงโอกาสที่จะกลับไปช่วงเวลาในอดีตซักเพียงเสี้ยววินาที บอกคำที่ข้าไม่เคยบอกมาตลอด10ปี... เตียวเลี้ยว...ข้า...
นายท่าน!!"
ใบดาบตวัดลงมาที่คอของข้า พลัน...รอบกายก็มืดสนิท ข้าไม่รู้สึกอะไรอีกเลย...
ข้า...เคยมีความสุข...
ความ สุขเหล่านั้นเกิดขึ้นทุกวัน เพียงหนึ่งรอยยิ้มที่ทักทายข้าทุกเช้า และทำให้ชีวิตข้าเต็มล้นขึ้น ข้าปรารถนาที่จะบอกแก่เจ้าของรอยยิ้มนั้นในทุกวัน
...ว่าข้ารักเขาแค่ไหน...
THE END
-------------------------------------------
I hear...
ข้ามีความสุข...
ทุกครั้งที่ข้าลืมตาตื่นขึ้น ข้าจะพบกับโรงนอนอันแสนธรรมดาที่อื้ออึงไปด้วยเสียงพูดคุยเรื่องสัพเพเหระของเหล่าทหารใต้สังกัดของข้าจนรู้สึกหนวกหู ข้ามักงัวเงียขว้างของใกล้ตัวสักอย่างออกไปกระทบหัวพวกมันให้เงียบๆหน่อย ก่อนที่จะลุกขึ้น ล้างหน้าล้างตาให้หายสะลึมสะลือเสีย นายทหารเหล่านั้นมักคลำหัวป้อยๆพลางบ่นว่าตอนข้าอยู่กับนายท่านล่ะทำเรียบร้อยดี เหตุไหนพออยู่กับลูกน้องถึงได้เข้มงวดจริงเชียว
เมื่อข้าได้ฟัง ข้าก็จะยิ้ม และแสร้งทำเสียงดังไล่ตะเพิดพวกมันให้ลุกขึ้นไปทำงาน
ทหารเลวพวกนี้คุ้นเคยกับข้าดี บางนายก็ขี้เกียจจนข้าปวดหัว บางนายก็บ้าระห่ำไม่เคยฟังคำข้าจนคำเดียว บางนายก็เพิ่งรู้ชื่อแซ่กันเอาเมื่อวานเย็นแต่บางนายก็ถูกข้าเรียกใช้ซะจนแทบเบื่อ แม้หลายครั้งจะรู้สึกเหนื่อยหนาระอาใจกับพวกมันบ้าง แต่ข้าก็มีความสุข ที่ได้อยู่ร่วมกินนอนฝ่าฟันอุปสรรคไปกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ทุกๆคนอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากันแบบนี้
ข้ามีความสุข...
นายท่านของข้าเองเป็นคนประหลาดที่ไม่รู้จักถือเนื้อถือตัวเหมือนคนอื่นๆเพราะชอบถือขวดเหล้ามาร่วมวงสุราชั้นต่ำกับเหล่าทหารถึงในค่ายเสมอ วันดีคืนดีเมื่อข้าเปิดผืนผ้าใบออกมาหน้ากระโจม ก็จะพบกับภาพของนายท่านกำลังเมาแอ๋กอดคอทหารเลวหนึบหนับราวกับเป็นเพื่อนรักกันมาแต่ชาติปางก่อน ข้ามักสั่งพวกมันว่าอย่างไรนายท่านก็ยังคงเป็นนายท่าน เป็นไปได้ขอจงอย่าล้ำเลิกให้มักมากนัก ทว่าพอพูดแบบนั้นให้นายท่านได้ยินทีไรต้องกลายว่าข้าถูกดึงไปกอดคอเป็นเพื่อนรักแต่ชาติปางก่อนที่ว่าอีกคนทันที
.....หัวใจข้ามักจะเต้นแรงขึ้น แรกๆนึกว่าตัวเองคงกำลังป่วย แต่ไม่นานนักข้าก็ได้รู้ถึงสาเหตุที่แท้จริงของมัน
แม้จะไม่เหมาะสม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าข้ากำลังมีความสุข
ข้าอยากหยุดช่วงเวลานั้นไว้ให้คงอยู่ไปตลอดกาล มีตัวข้าคอยจ้ำจี้จำไชเรื่องต่างๆในค่าย มีพี่น้องร่วมรบคอยถูกข้าด่า และมีนายท่าน ข้าอยากย้อนกลับไปในวันที่ได้นั่งร่วมวงเหล้ากับพวกเขาทุกคนพร้อมกับฟังแผนการแยบยลสารพัดเท่าที่สมองยามมึนเมาจะคิดออกได้จากปากของเทพนักรบ
ข้า.........เคยมีความสุขกับเรื่องแสนเล็กน้อยเช่นนั้น
แต่วันนี้ช่างแสนพิกล เมื่อเสียงที่ข้าได้ยินกลับไม่ใช่เสียงพูดคุยไร้สาระของเพื่อนทหารดังเก่า
คนพวกนี้เป็นใครกันนะ...
แต่วันนี้ช่างแสนพิลึกพิลั่น เมื่อรอบกายมีทหารรายล้อมมากมาย แต่กลับไม่มีผู้เป็นสหายสักคน
พี่น้องทั้งหลายหายไปไหนกันหมดเล่า...?
และวันนี้ช่างแสนพรั่นพรึงนัก เมื่อร่างของนายท่านกำลังกำลังถูกฉุดกระชากลงมาให้คุกเข่าจำนนต่ออริศัตรูที่พร้อมจะบั่นคอเขาลงได้ตลอดเวลา
ข้า...........กำลังได้ยิน....
เสียงโห่ร้องของปรปักษ์รอบข้างกระแทกอัดเข้าใส่หูข้า ต่างส่งเสียงบอกให้ฆ่าลิโป้ซะ บอกให้เคาทูรีบๆลงมือ - - ขอเชือกให้รัดแน่นขึ้นอีก.... แน่นขึ้นอีก ....แน่นขึ้นไปอีก - - ร่างของนายท่านกำลังดิ้นทุรนทุรายอยู่ห่างออกไปโน่นขณะที่ตัวข้าถูกจับมัดและคุมตัวอย่างแน่นหนาอยู่ตรงด้านข้างของลานกว้าง ทำไม่ได้แม้แต่จะขยับนิ้วมือสักนิ้วเดียว
นายท่านอยู่ตรงนั้น ห่างจากกายข้าไปเพียงไม่กี่สิบก้าวเท่านั้นเอง
นายท่าน!
ลำคอของข้าเจ็บปวดและแห้งผากเนื่องจากตะโกนก่นด่าโจโฉมาทั้งวัน เสียงที่ออกมาจึงเป็นเพียงแค่ถ้อยคำแหบแห้งซึ่งถูกกลืนหายไปกับฝูงชนรอบข้างได้โดยง่าย น้ำตาของข้ายังไหลไม่หยุดจนบดบังทัศนียภาพด้านหน้าเสียจนมัวแทบมองไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ร่างกายทั้งหนักอึ้ง ระคนปวดร้าวดั่งกำลังถูกทุบให้แตกออกเป็นเสี่ยงๆ
ข้าพูดไม่ออก..... ข้ามองไม่ชัด....
แต่ข้า............. กำลังได้ยิน
ท่ามกลางศัตรู - - เสียงของนายท่านที่ตะเบ็งร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดหรือเจ็บใจก็ไม่อาจทราบได้ - - เสียงนั่นช่างกรีดดวงใจจนจวนแหลกสลาย มันทั้งทุกข์ทรมาน ทั้งอัดแน่นด้วยความแค้น เป็นเสียงของนายท่านที่หากเลือกได้ข้าขอไม่ได้ยินมันเสียเลยยังจะดีกว่า
สวรรค์ทำให้เราพ่ายแพ้หมดทางสู้ซ้ำยังสิ้นเรี่ยวแรงดิ้นรนไม่มีเหลือ แล้วกลับเอานายท่านมาฆ่าให้ดูตรงหน้าเช่นนี้ ให้ได้ยินเสียงก่อนสิ้นใจของเขาเช่นนี้ - - ตอบทีเถิดสวรรค์ว่าท่านยังใจดำกับข้าไม่พอใช่หรือไม่
จะต้องให้ข้าทนฟังเสียงของผู้เป็นดวงใจนี้ทุรนทุรายจนถึงวินาทีสุดท้ายใช่หรือไม่
ข้าไม่อยากได้ยิน .........ไม่อยากได้ยินอีกแล้ว - - เสียงร้องด้วยความทรมานของท่านที่แผดดังขึ้นขณะที่ทำอะไรไม่ได้เลยนี่มันกำลังจะฆ่าข้าทั้งเป็นให้ตายตกตามนายท่านไป - - ข้าไม่อยากได้ยินมันอีกแล้ว เพราะงั้นได้โปรดเถอะสวรรค์ หากท่านไม่สามารถย้อนคืนวันเวลาอันมีความสุขของข้ามาได้ ก็ช่วยบันดาลให้หูคู่นี้มันหนวกสนิทไม่ต้องรับรู้รับฟังอะไรอีกเลยเถอะ
ข้าไม่อยากได้ยิน....
นายท่าน....
ในอกกำลังคร่ำครวญอย่างรวดร้าว
นายท่าน....!
ข้าเจ็บ.... มากเหลือเกิน แต่ก็ยังดึงดันเค้นเสียงอยู่ไม่เลิก
"นายท่าน!!"
ได้โปรด.... จบเรื่องทรมานนี้ลงโดยไวสักที
ดาบสีเงินวาววับสะท้อนแสงอาทิตย์อยู่เพียงชั่วอึดใจก็ถูกย้อมด้วยโลหิตแดงฉานที่พวยพุ่งออกมาจากรอยตัด ลำคอของนายท่านขาดกระเด็นพร้อมด้วยศีรษะที่ตกลงกระแทกกับพื้นอันห่อหุ้มด้วยหิมะสีขาวโพลนที่ค่อยๆกลายเป็นสีชาด เลือดของนายท่านย้อมทุกอย่างรอบร่างให้แดงฉานดุจเดียวกับสายเลือดที่สาดกระเซ็นดั่งตาน้ำปะทุ ร่างกายที่ไร้ศีรษะกระตุกสั่นอย่างรุนแรงสองสามครั้ง ก่อนจะค่อยๆทรุดลง และเกลือกกลิ้งลงกับแผ่นดินที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของพวกเรา
เสียงของทหารเลวทัพโจโฉโห่ร้องกันกึกก้อง
ข้าไม่อยากได้ยินมันเลยสักนิด....
".....รัก........เจ้า......"
เสียงแผ่วเบาที่เอื้อนเอ่ยอย่างยากลำบาก แทรกผ่านคำโห่ร้องป่าเถื่อนทั้งหลายในลมหายใจสุดท้ายมาเข้าหูข้า....หรืออย่างน้อย.... ก็เข้ามาในมโนสำนึก....
ข้าไม่อยากได้ยินมันเลยสักนิด.....
นายท่าน... หากนั่นเป็นคำสุดท้าย ข้าก็ไม่อยากได้ยิน
ข้า....
...........ไม่อยากจะฟัง
THE END
edit @ 8 May 2009 16:17:13 by KUN as [Harao+Rui+Komui]