Fiction

 

 

             ฟิคสนองนี้ดหลังจากอ่านหงสามานมนานแล้วก็ไม่มีโอกาสได้แต่งสักทีก๊าบบบบ

 

--------------------------

 

Know one's mind

Lu Bu x Zhang Liao

 

 

 

 

นานมาแล้วเคยมีคนกล่าวว่า    สุราจะโอชาได้ต้องดื่มกับคนรู้ใจ

 

 

           เตียวเลี้ยวเองก็เคยได้ยินกล่าวนั้นผ่านหูมาไม่ต่ำกว่าร้อยสองร้อยครั้ง   โดยเฉพาะจากปากของเทพนักรบ  นายท่านของเขาที่มักจะเป็นฝ่ายเข้ามาชวนดื่มก่อนเสมอ       สุราชั้นเลิศมักถูกยกมาไหแล้วไหเล่าให้เขาทั้งคู่ดื่มลงคอไม่รู้อิ่มราวกับคนกระหาย    บทสนทนามากมายไหลหลั่งต่างกับแกล้ม     เตียวเลี้ยวที่ปกติจะเป็นผู้นำในวงเหล้าอื่นๆแต่ครานี้กลับเป็นได้แค่ผู้ฟังเพราะไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตาม       ขุนพลเอกอย่างเขาก็ต้องมีเรื่องเล่าน้อยกว่าผู้เป็นนายท่านทุกที

 

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทุกข์ สุข เศร้า   นายท่านก็จะนำมาเล่าให้เขาฟังเสมอ

ไม่ว่าสุราที่ดื่มยามนั้นจะอร่อยหรือไร้รสชาติเพียงใด

 

 

             สุราที่ลิโป้กำลังดื่มอยู่จอกนี้โชคร้ายที่เป็นสุราไม่ค่อยอร่อย    แต่ชายหนุ่มก็ยังดื่มมันจอกแล้วจอกเล่า      หลายจอกจนหมดเป็นไห   ....ทว่าลิโป้ก็ยังไม่เพียงพอ  สุราไหต่อไปจึงถูกยกขึ้นมาเทดื่มอีกในไม่ช้าเหมือนดั่งว่าที่ดื่มไปก่อนหน้านั้นเป็นเพียงน้ำเปล่า        - -         ห้องหับมิดชิดที่สว่างด้วยตะเกียงลานเพียงดวงเดียวแลดูหม่นอับอำพรางบาดแผลฉกรรจ์ตามเนื้อตัวของลิโป้ได้ดีนัก         ลิโป้เป็นคนสั่งเตียวเลี้ยวให้จัดห้องเช่นนี้เองเพราะไม่ต้องการเห็นสัญลักษณ์แห่งความพ่ายแพ้ของตนที่ต้องเสียรู้ศัตรูจนหมดท่า

 

 

              และด้วยความอัปยศนั้น     แม้สุราที่ดื่มจะเป็นถึงของเลื่องชื่อถึงขั้นเรียกว่าน้ำทิพย์....    มันก็ยังถูกลดขั้นลงเป็นเพียงแค่สุราชั้นต่ำเท่านั้น

 

 

 

 

             เสียงผ้าม่านแหวกออกเป็นสัญญาณว่าเตียวเลี้ยวกลับมาแล้ว   - -    อ้อมแขนของขุนพลหนุ่มที่แต่งตัวอย่างชาวบ้านเต็มไปด้วยสมุนไพรที่จัดหามาและอาหารพอจำเป็น    มือข้างหนึ่งเกี่ยวเส้นเชือกที่ร้อยรอบปากไหเหล้าที่ราคาแพงที่สุดในบรรดาของทั้งหมดที่ซื้อมาเอาไว้ด้วย      ลิโป้เสใบหน้าอันมีผมเผ้าลงมาปรกจนยุ่งเหยิงไปมองร่างนั้นเพียงเล็กน้อยแต่ก็พอที่จะให้เห็นสายตาแบบเดิมที่ส่งมา

 

 

            "นายท่าน....."            น้ำเสียงแบบเดิมนั่นอีก     ยิ่งตอกย้ำให้ลิโป้ยิ่งละอายในความไร้ปัญญาของตนเองที่ทำให้จนมุมต่อกาเซี่ยงและต้องลี้ภัยหัวซุกหัวซุนมาอย่างนี้   - -    สุราอีกหนึ่งจอกจึงถูกส่งเข้าลำคอโดยไม่รีรอเหมือนต้องการให้มันล้างความผิดนั้นออกไป

 

 

             "นายท่าน...."     เตียวเลี้ยววางของลงบนตั่งที่ตั้งอยู่ในความมืดสลัวแล้วเดินเข้ามาหา    "......ตั้งแต่ได้สติก็เอาแต่ดื่มเหล้าแบบนี้    บาดแผลก็ยังไม่หายดีนายท่านยังจะเอาแต่เมามายอีก"

 

 

            "ถ้าไม่อยากให้ข้าเมาเจ้าก็มานั่งดื่มเป็นเพื่อนข้าสิ"

 

             ลิโป้ย้อนความแล้วเทสุราลงจอกใหม่

 

 

 

           ".......แล้วเจ้ายังกล้าติข้าได้หรือ    ในเมื่อตัวเองยังยอมวิ่งเข้าวิ่งออกร้านเหล้าตามคำสั่งข้า"

 

 

             ลิโป้ประชดประชัน       เป็นคำพูดประชดประชันที่กรีดแทงจิตใจของเขามากกว่าเตียวเลี้ยวเสียอีก        ลิโป้รู้ทั้งรู้ว่าเตียวเลี้ยวยอมทำตามคำสั่งของเขาได้ทุกอย่างแม้ว่าบางครั้งจะคิดคลางแคลงใจบ้างเพราะทั้งหมดนั่นตั้งอยู่บนความจงรักภักดี      เตียวเลี้ยวจงรักภักดีต่อเขายิ่งกว่าเต็งหงวนซึ่งเป็นนายคนเดิมซะอีกกระมัง     แล้วผลของมันจะเป็นอะไรไปได้ล่ะนอกจากการที่เขาทำให้เตียวเลี้ยวต้องมาตกระกำลำบากด้วยกันอย่างนี้

 

             เตียวเลี้ยวไม่รู้จะต่อประโยคนั้นอย่างไรดี  เด็กหนุ่มจึงได้แต่มองภาพนายท่านของตนดื่มเหล้าต่อไปแบบนั้นแล้วจึงค่อยๆทรุดตัวลงบนที่นั่งอีกตัวใกล้กันกับเทพนักรบ         กลิ่นเหล้าเหม็นหึ่งโชยไปทั่วห้องโดยเตียวเลี้ยวหาได้รังเกียจรังงอนมันเพียงสักนิดไม่      นั่นก็ยังรวมไปถึงร่างกายหมดสง่าของลิโป้ในยามนี้ด้วย

 

 

 

              "เตียวเลี้ยวเอ๋ย...."    ลิโป้เปิดบทสนทนาเหมือนกับทุกๆครั้งที่ทั้งสองเคยนั่งดื่มเหล้ากันเพียงลำพัง    ลิโป้เป็นฝ่ายเล่า     เตียวเลี้ยวเป็นฝ่ายรับฟัง

 

 

            "เจ้ารู้ถึงสาเหตุที่ทำให้ข้าต้องมีสภาพน่าสมเพชเช่นนี้ไหม"     

 

 

            จอกอีกใบถูกผลักมาตรงหน้าเตียวเลี้ยวพร้อมทั้งหยาดสุราที่ลิโป้เป็นคนรินให้     เตียวเลี้ยวยังไม่แตะต้องมันเพียงแต่เงยหน้ามองลิโป้ที่เอ่ยปากพูดต่อ

 

 

              ".............ข้าเคยได้ยินคำว่าสวรรค์มีตาแต่กลับไม่เคยเชื่อมาก่อน    - -      ทั้งสวรรค์   ทั้งเวรกรรม     ข้าคิดว่ามันเป็นเพียงแค่เรื่องกุของเหล่าบรรพชนที่เอาไว้เสี้ยมลูกหลานให้ยึดมั่นในความดีเท่านั้น           การจะเป็นยอดคนจำเป็นต้องป่ายปีนกองซากศพและเลือดเนื้อของผู้อื่นมากมายมิฉะนั้นก็ไม่อาจไปถึงจุดสูงสุด    แล้วหากยังมัวแต่ระวังเรื่องความดีความงาม     กว่าจะได้เป็นยอดคนดังหวังมิโดนหมู่ทรชนรุมฆ่าตายเอาเสียก่อนหรือ"

 

 

           เตียวเลี้ยวกำหมัดแน่นแล้วก้มหน้าลง       ความรู้สึกของลิโป้กำลังถ่ายทอดมายังตัวเขาช้าๆทั้งความเจ็บปวดและความเสียใจ       ความผิดพลาดหนนี้มันเป็นเรื่องใหญ่ที่สายเกินแก้ ดังนั้นลิโป้ในตอนนี้จึงทำได้เพียงหัวเราะเยาะในความโง่เขลาของตนเองเท่านั้น

 

 

             "........ข้าไม่เคยเชื่อฟ้า     ไม่เคยเชื่อเรื่องเทพเจ้า     ข้าเชื่อแค่ตนเองและหนทางที่ตัวเองสร้างขึ้น       - -    สวรรค์บ้าบอคอแตกมีไว้ให้เพียงกราบกรานหาได้สรรค์สร้างหรือทำลายสิ่งใดๆไม่....."      น้ำเสียงของลิโป้ขาดห้วง  แต่กระนั้นริมฝีปากก็ยังยกยิ้ม

 

              "และเพราะข้าคิดเช่นนั้น  สวรรค์ถึงได้ลงโทษข้า...."

 

           "นายท่านอย่ามัวจมอยู่กับอดีตเลย    หนทางข้างหน้ายังพอไปรอดอยู่ขอเพียงนายท่านยืนหยัดขึ้นมาสู้อีกครั้ง"

 

           "หึ..."     ลิโป้แค่นหัวเราะเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธเพราะเขาเองก็ยังคงมีความทะเยอะทะยานอยู่    คำพูดของเตียวเลี้ยวตรงกับสิ่งที่ตนกำลังคิดพอดี...

 

 

           "เรื่องนั้นข้ารู้        หนทางข้างหน้ายังพอมีทางรอด  แต่จะเหมาะสมหรือที่คนดีมีฝีมืออย่างเจ้ายังจะเลือกติดตามคนบาปหนาอย่างข้าต่อไป"          คำว่า บาปหนา ในถ้อยทีของลิโป้ฟังเพียงครั้งเดียวก็รู้ว่าแดกดัน   มิใช่ยอมรับ    "....เจ้าก็เห็นแล้วกับตาว่าสวรรค์ลงโทษข้าอย่างไร         ข้าทรยศคนแล้วคนเล่า     หักหลังคนแล้วคนเล่า     ผลกรรมจึงตามทันด้วยการที่ทุกคนซึ่งข้าไว้ใจมารุมทรยศข้าเอาในวันสำคัญเพียงวันเดียว   ไม่มีสิ่งใดรับประกันว่ามันจะไม่เกิดขึ้นอีก"

 

 

           "นายท่าน!"    เก้าอี้ไม้ที่ต่ออย่างอนาถาล้มลงไปเกลือกกับพื้นห้องเมื่อเตียวเลี้ยวผู้เคยนั่งอยู่บัดนี้ทิ้งตัวลงนั่งคุกเข่าแทบไม่ทัน     ตำแหน่งของนายบ่าวที่เคยนั่งเสมอกันบัดนี้จึงแสดงความสูงต่ำให้เห็นได้โดยชัดเจน

 

            "นายท่าน    ท่านพูดเรื่องอะไรกัน   - -   ไม่ว่าไอ้ทหารเลวหน้าไหนมันจะทรยศนายท่าน     เตียวเลี้ยวผู้นี้จะไม่มีวันเอามันเป็นเยี่ยงอย่างเด็ดขาด      ข้าสาบานจะร่วมล่มหัวจมท้ายกับท่านเพราะงั้นอย่าได้พูดเหมือนคำสาบานของข้ามันไร้ราคาเลย"

 

             "เตียวเลี้ยว    ข้าไม่เคยนึกสงสัยในความภักดีของเจ้า   จงลุกขึ้นเถอะ"

 

             เตียวเลี้ยวกัดฟันแน่น    - -     วูบเดียวร่างของเขาก็ลอยด้วยแรงของเทพนักรบที่ฉุดให้ยืนขึ้นมาใหม่      มือของลิโป้ช่างแข็งแกร่งและอบอุ่นซ้ำมีพละกำลังมหาศาลแม้จะยังเป็นคนเจ็บอยู่ก็ตาม          เตียวเลี้ยวที่โดนกระชากโดยไม่ทันตั้งตัวนั้นถึงกับเหวอไปพักหนึ่ง     และที่ต้องตกใจยิ่งกว่าก็เมื่อลิโป้หันท่อนขามาให้หน้าตักอยู่เสมอท่านั่งของเขาพอดี

 

           นี่มันหมายความว่าอย่างไร? 

 

 

 

            "เตียวเลี้ยวเอ๋ย        ที่ข้าพูดไม่ใช่ว่าเมาสุราหรือหวาดระแวงเจ้า    แต่ข้าต้องการถามให้แน่ใจ     - -    อนาคตข้างหน้ามาการใหญ่กว่ารออยู่  และมีผลร้ายยิ่งกว่าจะตามมาหากผิดพลาด....."

 

 

             จอกเหล้าของขุนพลเอกที่ยังมีสุราเต็มปริ่มถูกลิโป้เลื่อนมาใกล้มืออีกฝ่ายก่อนจะเทเหล้าลงจอกตัวเองอีกครั้งโดยเตียวเลี้ยวก็ยังยืนงงอยู่นั่นเอง

 

 

            "หากจะเลือกเดินทางสายเดียวกับข้า      เจ้าคงเตรียมใจเอาไว้แล้วใช่หรือไม่        เจ้าอาจพลาดโอกาสหานายใหม่ที่เก่งกาจกว่าข้า        อาจตายในสนามรบท่ามกลางเสียงก่นประณาม      อาจไม่จบแค่วิ่งหนีหัวซุกหัวซุน     ......ทั้งๆที่เป็นแบบนั้น      เจ้าก็จะยินยอมใช่หรือไม่"   

 

 

 

            มือของลิโป้ที่จับต้นแขนเตียวเลี้ยวอยู่บีบแน่น       "หากไม่แล้ว     แม้จะเจ็บปวด....     แต่ข้าก็พร้อมที่จะ......"

 

 

             นี่ช่างไม่ใช่วิสัยของลิโป้เสียเลย

 

 

              ร่างของเด็กหนุ่มที่ยืนค้ำหัวไร้ที่นั่งจับจ้องผู้เป็นนายด้วยสายตาประหลาดใจอ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่งเมื่อเดาได้ในสิ่งที่นายท่านต้องการสื่อ        เตียวเลี้ยวพลันนึกทบทวนย้อนไปยังเมื่อครั้งอดีตที่ผ่านมาว่าเพียงแค่เห็นนายท่านกำลังจะพ่ายแพ้แก่เคาทูแค่ชั่ววินาทีเดียว        สติของเขาก็ล้าหลังร่างกายที่วิ่งฝ่าทหารเลวนายอื่นๆเข้าไปช่วยตามสัญชาติญาณเสียแล้ว           นับว่าเป็นเรื่องบ้าบิ่น     งี่เง่า     โง่เขลาเบาปัญญามากที่สุดเท่าที่ชายชาตินักรบคนหนึ่งจะทำได้แล้ว

 

 

 

 

 

 

ดังนั้นจึงไม่มีสิ่งใดต้องหวาดกลัวอีก

 

 

 

            เตียวเลี้ยวแตะมือข้างหนึ่งลงบนบ่าของลิโป้     สัมผัสได้ถึงผ้าพันแผลที่ตัวเขาเองเป็นผู้พันให้แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เตียวเลี้ยวแยแส         แม้ในภายภาคหน้าชายหนุ่มที่กำลังยึดต้นแขนของเขาเอาไว้คนนี้จะมีบาดแผลมากขึ้นอีกร้อยเท่า     จะล้มลงสาหัสอีกพันหนหรือจะเหยียบย่ำซากศพไปอีกเรือนแสนเท่าใดความจงรักภักดีของเขาก็คงจะไม่มีวันแปรเปลี่ยน   - -  การไม่ได้เคียงข้างต่างหากเล่าที่น่ากลัวกว่าสิ่งใดๆ


            หน้าตักข้างนั้นของลิโป้มีน้ำหนักมากขึ้นอีกนิดหน่อยเมื่อเตียวเลี้ยวยอมใช้เป็นที่พักพิง       แม้จะเคอะเขินแต่ขุนพลหนุ่มก็ใช้วิธียกจอกเหล้าของตนขึ้นดื่มแก้เก้อเสีย  พร้อมทั้งรินเหล้าเติมให้กับนายท่านของตนเองด้วย

 

 

            "นายท่านอย่าดูถูกข้าให้มากนัก"

 

 

            เหล้าราคาแพงไหลลื่นลงคอทองแดงของเตียวเลี้ยวไม่มียั้งยิ่งกว่าดื่มน้ำเปล่า       "ข้าเตียวเลี้ยวพูดคำไหนคำนั้น    ต่อให้ท่านเป็นคนที่สวรรค์ชังขี้หน้ามากที่สุดในโลกข้าก็จะสู้เพื่อท่านจนถึงวินาทีสุดท้าย"

 

            ลิโป้มองดูร่างบนตักที่ดื่มเหล้าอย่างหนักแทบไม่ให้จอกว่างเปล่าทั้งที่ตอนเข้ามาเตียวเลี้ยวยังปรามไม่ให้ดื่มเองแท้ๆ        ไม่น่าเชื่อว่าคำพูดไม่กี่คำของขุนพลที่ร่วมสมรภูมิกันมานานเพียงไม่กี่คำจะทำให้เขาลืมรสชาติอันอัดแน่นไปด้วยความทุกข์ของเหล้าที่ดื่มไปก่อนหน้านี้ได้อย่างง่ายดาย   

            สายตาของขุนพลเอกฉายแววจริงจัง    แล้วชั่วขณะนั้นลิโป้ก็เข้าใจถึงสาเหตุที่เขาลืมรสเหล้าเฝื่อนลิ้นจนเกลี้ยงปาก

 

 

           จอกเหล้าที่เตียวเลี้ยวเป็นผู้รินให้ถูกยกขึ้นดื่ม       รสหวานละมุนจากเหล้าไหเดียวกันที่ลิโป้สัมผัสได้เป็นครั้งแรกหลั่งไหลลงคอไปอย่างนุ่มนวลชวนให้นึกมหัศจรรย์ว่าเพียงเด็กหนุ่มคนนี้เข้ามาก็ช่วยให้ดื่มเหล้าได้อร่อยขึ้นถึงเพียงนี้เชียวหรือ        มันทั้งน่าอัศจรรย์   แปลกประหลาก    และอีกความรู้สึกหนึ่งคือ... - -   ตื้นตันใจ

            รอยยิ้มของเทพนักรบจึงได้ผุดขึ้นมาอีกครั้ง    ไม่ใช่เพราะจะเยาะเย้ยโชคชะตาของตนเองเหมือนที่ผ่านมา     รวมทั้งไม่ได้ยิ้มยินดีในความตรงไปตรงมาของขุนพลเอกคู่ใจคนนี้ด้วย     ....รอยยิ้มนี้ไม่ได้จัดว่ารื่นรมย์นักเพราะมันคือรอยยิ้มแห่งความเสียดาย      - -    ความเสียดายหลายๆอย่างประเดประดังเข้ามาทันทีที่เสียงก้องกังวานของเตียวเลี้ยวที่สะท้อนแผ่วเบาอยู่ภายในห้องค่อยๆเงียบลง

 

 

 

ช่างน่าเสียดาย....

 

 

 

            ".........เจ้าพูดเช่นนี้       หากเกิดเป็นหญิงคงได้แต่งเป็นฮูหยินของข้าไปแล้ว"     

 

             มือใหญ่โอบเข้าที่บั้นเอวของเตียวเลี้ยวพลางเอ่ยประโยคแสนน่าอายจนอีกฝ่ายหน้าร้อนวาบแต่ลิโป้ก็หาได้สนใจไม่       ไหเหล้าถูกเทให้เตียวเลี้ยวจนล้นพร้อมทั้งเทกรอกปากตัวเองด้วยหัวใจอันปลดเปลื้อง         ความสิ้นหวังและเรื่องวิตกกังวลอื่นๆพลันบรรเทาไปในพริบตา    เหลือไว้เพียงน้ำทิพย์ชั้นเลิศจอกแล้วจอกเล่าซึ่งทำให้ลิโป้ได้รำลึกถึงคำพูดที่ชอบเอ่ยบ่อยๆของตน

 

 

ไม่ว่าเรื่องทุกข์  สุข    เศร้า    เขาก็มักจะนำมาเล่าให้เตียวเลี้ยวรับฟัง

ไม่ว่าสุราที่ดื่มยามนั้นจะอร่อยหรือไร้รสชาติเพียงใด

 

            แม้กระนั้น...

 

            หากค้นพบ  และได้ดื่มกับคนรู้ใจ    สุราไหไหนๆก็โอชาขึ้นมาได้เสมอ

 

 

------------------------------------------

 

ความเห็นส่วนตัวของคุ่น : นี่มันแทบไม่ได้ต่างไปจากฟิคบัมบ้าฮาราโอะเมื่อ 1 ปีก่อนเลยนี่หว่า OTZ

 

-------------------------------------------

 

             ต่อไปมันเป็นฟิคที่คุ่นแต่งเป็นอีกมุมมองหนึ่งของฟิคของเจ๊แนนค่ะ  แบบว่าขอเอาฟิคเจ๊แนนที่ว่ามาแปะด้วยเลยก็แล้วกันนะค้า~~~     อ่านแล้วมันกระตุ้นเฮือกฮากๆๆๆๆๆๆดีแท้~~~!!

 

 

 

Untold

ลิโป้ X เตียวเลี้ยว  by  nanny-b





            ข้ามีความสุข...

 

 

            แสงแดดอ่อนๆของหน้าร้อนทอประกาย เร่งเร้าให้เท้าก้าวออกไปข้างนอก ที่ซึ่งเสียงหัวเราะของเหล่าทหารและชาวบ้านดังก้องอยู่รอบกาย

 


            ข้ามีความสุข...

 

 

 

            เสียง เรียกชื่อของข้าดังขึ้นจากวงเหล้าและบทสนทนาที่เคยชิน ทว่าอบอุ่นเหมือนอยู่ท่ามกลางครอบครัวของข้า ครอบครัวขนาดใหญ่ที่ทุกคนล้วนเป็นมิตรและยกย่องนับถือข้า

 

 

           ข้ามีความสุข... ท่ามกลางหมู่คนมากมายที่โค้งคำนับข้า มีรอยยิ้มของทหารเอกคนหนึ่งที่ทำให้ข้าใจเต้น...

 

 

            ข้า...เคยมีความสุข...

 

 

             หากตะวันมีวันคราส เดือนมีวันแรม ข้าคงใช้ช่วงเวลาแห่งแสงอาทิตย์หมดแล้วกระมัง ความมืดมิดจึงได้มาเยือนข้าเช่นนี้

 

 

             เหล่า ทหารที่เคยรบเคียงบ่าเคียงไหล่ต่างหนีเอาตัวรอด ทหารกล้าใต้สังกัดคิดถึงแต่ทางรอดของตนจึงขายข้าและทหารที่เคยเป็นครอบครัว เดียวกัน



            เจ้า ตัวเล็ก ลูกสาวข้าจากไปแล้ว กอสุ้นก็เช่นกัน จากไปต่อหน้าข้าที่ทำได้เพียงมองดูและเรียกชื่อพวกเขา ทหารใต้สังกัดข้าคนแล้วคนเล่าถูกพามาที่ลานประหาร ถูกตัดคออย่างไม่ปราณีตรงหน้าข้า...ต่อหหน้าข้า...

 

 

             เชือกที่กดทับที่คอของข้าเป็นเสมือนบันไดที่ก้าวไปสู่ประตูนรก ข้ากำลังจะตามพวกเขาไปไม่ช้า...

 

 

 

            ข้า...เคยมีความสุข...

 

 

            เมื่อคิดถึงความสุขเหล่านั้น ข้าก็เริ่มปลงตกในนาทีสุดท้ายของชีวิต...ข้า ใช้ชีวิตมานานพอแล้วกระมัง นานพอที่จะรับรู้ความสุขแลความอบอุ่นที่แสนคุ้นเคยเหล่านั้น เมื่อคิดได้เช่นนั้น ชีวิตของข้าถ้าจะจบลงเสียตรงนี้ก็คงไม่น่าเสียดายเท่าไหร่...เพียงแต่ว่า...



            สายตาที่พร่าเลือนของข้ามองเห็น...คล้ายภาพลวงตา แต่ทว่าเรืองรองส่องประกายเหมือนอย่างเคย...ภาพของคนคนหนึ่งที่ถูกมัดอยู่ข้างลานประหาร...สายตาของเขาปวดร้าวและมีน้ำตาเอ่อท้น ริมฝีปากขยับเป็นชื่อข้าอย่างไร้สุ้มเสียง 

 

 

            เพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่ทำให้ข้าไม่ยินยอมพร้อมใจที่จะตาย เพียงอย่างเดียวในชีวิตที่ข้าอยากทำ แต่กลับปฎิเสธโอกาสที่จะทำมาตลอด

 

 

           ข้า ช่างโง่งมและขลาดเขลา เหตุใดข้าจึงไม่สามารถเอื้อนเอ่ยเพียงประโยคเดียวที่ติดค้างอยู่ในใจมานาน แสนนาน ก่อนที่จะไม่สามารถเอ่ยคำใดได้อีกตลอดกาล...

 

 

           ข้าปรารถนามานานแสนนานเหลือเกิน ที่จะบอกคำๆนี้กับเจ้า สวรรค์...ให้ ข้าได้มีโอกาสพูดเถอะ ให้คนโง่คนนี้ได้บอกแก่เขาซักคำ ข้าขอเพียงโอกาสที่จะกลับไปช่วงเวลาในอดีตซักเพียงเสี้ยววินาที บอกคำที่ข้าไม่เคยบอกมาตลอด10ปี... เตียวเลี้ยว...ข้า...

 

 

 

นายท่าน!!"




      ใบดาบตวัดลงมาที่คอของข้า พลัน...รอบกายก็มืดสนิท ข้าไม่รู้สึกอะไรอีกเลย...

 

 

       ข้า...เคยมีความสุข...

 

 

       ความ สุขเหล่านั้นเกิดขึ้นทุกวัน เพียงหนึ่งรอยยิ้มที่ทักทายข้าทุกเช้า และทำให้ชีวิตข้าเต็มล้นขึ้น ข้าปรารถนาที่จะบอกแก่เจ้าของรอยยิ้มนั้นในทุกวัน

 

 

 

 

 

...ว่าข้ารักเขาแค่ไหน...

 

 

 

 

THE END

 

 

-------------------------------------------

 

 

I hear...

 

 

 

                  ข้ามีความสุข...                                                                                      

 

 

                   ทุกครั้งที่ข้าลืมตาตื่นขึ้น     ข้าจะพบกับโรงนอนอันแสนธรรมดาที่อื้ออึงไปด้วยเสียงพูดคุยเรื่องสัพเพเหระของเหล่าทหารใต้สังกัดของข้าจนรู้สึกหนวกหู    ข้ามักงัวเงียขว้างของใกล้ตัวสักอย่างออกไปกระทบหัวพวกมันให้เงียบๆหน่อย   ก่อนที่จะลุกขึ้น   ล้างหน้าล้างตาให้หายสะลึมสะลือเสีย         นายทหารเหล่านั้นมักคลำหัวป้อยๆพลางบ่นว่าตอนข้าอยู่กับนายท่านล่ะทำเรียบร้อยดี    เหตุไหนพออยู่กับลูกน้องถึงได้เข้มงวดจริงเชียว

 

 

                   เมื่อข้าได้ฟัง   ข้าก็จะยิ้ม  และแสร้งทำเสียงดังไล่ตะเพิดพวกมันให้ลุกขึ้นไปทำงาน

 

                   ทหารเลวพวกนี้คุ้นเคยกับข้าดี     บางนายก็ขี้เกียจจนข้าปวดหัว   บางนายก็บ้าระห่ำไม่เคยฟังคำข้าจนคำเดียว   บางนายก็เพิ่งรู้ชื่อแซ่กันเอาเมื่อวานเย็นแต่บางนายก็ถูกข้าเรียกใช้ซะจนแทบเบื่อ    แม้หลายครั้งจะรู้สึกเหนื่อยหนาระอาใจกับพวกมันบ้าง    แต่ข้าก็มีความสุข   ที่ได้อยู่ร่วมกินนอนฝ่าฟันอุปสรรคไปกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ทุกๆคนอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากันแบบนี้

 

 

ข้ามีความสุข...

 

 

                นายท่านของข้าเองเป็นคนประหลาดที่ไม่รู้จักถือเนื้อถือตัวเหมือนคนอื่นๆเพราะชอบถือขวดเหล้ามาร่วมวงสุราชั้นต่ำกับเหล่าทหารถึงในค่ายเสมอ       วันดีคืนดีเมื่อข้าเปิดผืนผ้าใบออกมาหน้ากระโจม    ก็จะพบกับภาพของนายท่านกำลังเมาแอ๋กอดคอทหารเลวหนึบหนับราวกับเป็นเพื่อนรักกันมาแต่ชาติปางก่อน    ข้ามักสั่งพวกมันว่าอย่างไรนายท่านก็ยังคงเป็นนายท่าน     เป็นไปได้ขอจงอย่าล้ำเลิกให้มักมากนัก    ทว่าพอพูดแบบนั้นให้นายท่านได้ยินทีไรต้องกลายว่าข้าถูกดึงไปกอดคอเป็นเพื่อนรักแต่ชาติปางก่อนที่ว่าอีกคนทันที

 

 

                          .....หัวใจข้ามักจะเต้นแรงขึ้น    แรกๆนึกว่าตัวเองคงกำลังป่วย   แต่ไม่นานนักข้าก็ได้รู้ถึงสาเหตุที่แท้จริงของมัน

 

 

แม้จะไม่เหมาะสม   แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าข้ากำลังมีความสุข

 

 

ข้าอยากหยุดช่วงเวลานั้นไว้ให้คงอยู่ไปตลอดกาล     มีตัวข้าคอยจ้ำจี้จำไชเรื่องต่างๆในค่าย    มีพี่น้องร่วมรบคอยถูกข้าด่า    และมีนายท่าน          ข้าอยากย้อนกลับไปในวันที่ได้นั่งร่วมวงเหล้ากับพวกเขาทุกคนพร้อมกับฟังแผนการแยบยลสารพัดเท่าที่สมองยามมึนเมาจะคิดออกได้จากปากของเทพนักรบ

 

 

ข้า.........เคยมีความสุขกับเรื่องแสนเล็กน้อยเช่นนั้น

 

 

 

                    แต่วันนี้ช่างแสนพิกล  เมื่อเสียงที่ข้าได้ยินกลับไม่ใช่เสียงพูดคุยไร้สาระของเพื่อนทหารดังเก่า

 

                    คนพวกนี้เป็นใครกันนะ...

 

                    แต่วันนี้ช่างแสนพิลึกพิลั่น     เมื่อรอบกายมีทหารรายล้อมมากมาย  แต่กลับไม่มีผู้เป็นสหายสักคน

 

                    พี่น้องทั้งหลายหายไปไหนกันหมดเล่า...?

 

                    และวันนี้ช่างแสนพรั่นพรึงนัก   เมื่อร่างของนายท่านกำลังกำลังถูกฉุดกระชากลงมาให้คุกเข่าจำนนต่ออริศัตรูที่พร้อมจะบั่นคอเขาลงได้ตลอดเวลา

 

 

 

 

 

 

ข้า...........กำลังได้ยิน....

 

 

 

 

 

 

                      เสียงโห่ร้องของปรปักษ์รอบข้างกระแทกอัดเข้าใส่หูข้า     ต่างส่งเสียงบอกให้ฆ่าลิโป้ซะ     บอกให้เคาทูรีบๆลงมือ   - -   ขอเชือกให้รัดแน่นขึ้นอีก....   แน่นขึ้นอีก  ....แน่นขึ้นไปอีก  - -     ร่างของนายท่านกำลังดิ้นทุรนทุรายอยู่ห่างออกไปโน่นขณะที่ตัวข้าถูกจับมัดและคุมตัวอย่างแน่นหนาอยู่ตรงด้านข้างของลานกว้าง     ทำไม่ได้แม้แต่จะขยับนิ้วมือสักนิ้วเดียว

 

 

                           นายท่านอยู่ตรงนั้น   ห่างจากกายข้าไปเพียงไม่กี่สิบก้าวเท่านั้นเอง

 

 

 

                           นายท่าน!

 

 

 

                           ลำคอของข้าเจ็บปวดและแห้งผากเนื่องจากตะโกนก่นด่าโจโฉมาทั้งวัน     เสียงที่ออกมาจึงเป็นเพียงแค่ถ้อยคำแหบแห้งซึ่งถูกกลืนหายไปกับฝูงชนรอบข้างได้โดยง่าย      น้ำตาของข้ายังไหลไม่หยุดจนบดบังทัศนียภาพด้านหน้าเสียจนมัวแทบมองไม่รู้ว่าใครเป็นใคร       ร่างกายทั้งหนักอึ้ง   ระคนปวดร้าวดั่งกำลังถูกทุบให้แตกออกเป็นเสี่ยงๆ

 

 

ข้าพูดไม่ออก.....        ข้ามองไม่ชัด....

 

 

 

 

แต่ข้า.............  กำลังได้ยิน

 

 

 

                           ท่ามกลางศัตรู    - -    เสียงของนายท่านที่ตะเบ็งร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดหรือเจ็บใจก็ไม่อาจทราบได้   - -     เสียงนั่นช่างกรีดดวงใจจนจวนแหลกสลาย          มันทั้งทุกข์ทรมาน    ทั้งอัดแน่นด้วยความแค้น     เป็นเสียงของนายท่านที่หากเลือกได้ข้าขอไม่ได้ยินมันเสียเลยยังจะดีกว่า

 

                      สวรรค์ทำให้เราพ่ายแพ้หมดทางสู้ซ้ำยังสิ้นเรี่ยวแรงดิ้นรนไม่มีเหลือ       แล้วกลับเอานายท่านมาฆ่าให้ดูตรงหน้าเช่นนี้     ให้ได้ยินเสียงก่อนสิ้นใจของเขาเช่นนี้   - -    ตอบทีเถิดสวรรค์ว่าท่านยังใจดำกับข้าไม่พอใช่หรือไม่

 

 

จะต้องให้ข้าทนฟังเสียงของผู้เป็นดวงใจนี้ทุรนทุรายจนถึงวินาทีสุดท้ายใช่หรือไม่

 

 

 

                ข้าไม่อยากได้ยิน      .........ไม่อยากได้ยินอีกแล้ว   - -   เสียงร้องด้วยความทรมานของท่านที่แผดดังขึ้นขณะที่ทำอะไรไม่ได้เลยนี่มันกำลังจะฆ่าข้าทั้งเป็นให้ตายตกตามนายท่านไป   - -      ข้าไม่อยากได้ยินมันอีกแล้ว     เพราะงั้นได้โปรดเถอะสวรรค์        หากท่านไม่สามารถย้อนคืนวันเวลาอันมีความสุขของข้ามาได้     ก็ช่วยบันดาลให้หูคู่นี้มันหนวกสนิทไม่ต้องรับรู้รับฟังอะไรอีกเลยเถอะ

 

 

 

ข้าไม่อยากได้ยิน....

 

 

 

 

                     นายท่าน....

 

 

                     ในอกกำลังคร่ำครวญอย่างรวดร้าว

 

 

                     นายท่าน....!

 

 

                     ข้าเจ็บ....  มากเหลือเกิน   แต่ก็ยังดึงดันเค้นเสียงอยู่ไม่เลิก

 

 

                    "นายท่าน!!"

 

 

                     ได้โปรด....  จบเรื่องทรมานนี้ลงโดยไวสักที

 

 

 

 

                ดาบสีเงินวาววับสะท้อนแสงอาทิตย์อยู่เพียงชั่วอึดใจก็ถูกย้อมด้วยโลหิตแดงฉานที่พวยพุ่งออกมาจากรอยตัด       ลำคอของนายท่านขาดกระเด็นพร้อมด้วยศีรษะที่ตกลงกระแทกกับพื้นอันห่อหุ้มด้วยหิมะสีขาวโพลนที่ค่อยๆกลายเป็นสีชาด        เลือดของนายท่านย้อมทุกอย่างรอบร่างให้แดงฉานดุจเดียวกับสายเลือดที่สาดกระเซ็นดั่งตาน้ำปะทุ          ร่างกายที่ไร้ศีรษะกระตุกสั่นอย่างรุนแรงสองสามครั้ง   ก่อนจะค่อยๆทรุดลง    และเกลือกกลิ้งลงกับแผ่นดินที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของพวกเรา

 

 

                      เสียงของทหารเลวทัพโจโฉโห่ร้องกันกึกก้อง

 

 

 

ข้าไม่อยากได้ยินมันเลยสักนิด....

 

 

 

 

 

 

".....รัก........เจ้า......"

 

 

 

                          เสียงแผ่วเบาที่เอื้อนเอ่ยอย่างยากลำบาก      แทรกผ่านคำโห่ร้องป่าเถื่อนทั้งหลายในลมหายใจสุดท้ายมาเข้าหูข้า....หรืออย่างน้อย....  ก็เข้ามาในมโนสำนึก....

 

 

 

 

ข้าไม่อยากได้ยินมันเลยสักนิด.....

 

 

 

นายท่าน... หากนั่นเป็นคำสุดท้าย    ข้าก็ไม่อยากได้ยิน

 

 

 

ข้า....

 

 

...........ไม่อยากจะฟัง

 

 

 

 

 

 

THE END

 

 

 

edit @ 8 May 2009 16:17:13 by KUN as [Harao+Rui+Komui]